ทำความรู้จักกับ Open Stack

OpenStack คือชุดระบบซอฟต์แวร์ Open Source ซึ่งใช้ทำระบบ Cloud แบบ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งผู้ก่อตั้งโรงการนี้ก็คือ Rackspace และ NASA นอกจากนี้ OpenStack ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Cloud เป็นระบบเสมือนจริงที่จำต้องมีความน่าเชื่อถือ และการสร้างความน่าเชื่อถืออันดับแรก เราต้องทำความเข้าใจกับความน่าเชื่อถือของ VM พร้อมกับวิเคราะห์ได้หากต้องใช้งานร่วมกับ OpenStack สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ ของ Open Stack VMs ได้จาก Python, Fabric และ R

เมื่อมีผู้ใช้งานสองคนส่งคำร้องขอให้สร้างระบบเสมือนพร้อมกัน ระบบจึงจำเป็นต้องมีการตัดสินใจเลือก แต่จะมีวิธีการเลือกได้ ซึ่งใน OpenStack จะมีความซับซ้อนเล็กน้อย แต่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ผ่านการเรียนรู้และการสอน Open Stack และเพื่อทำความเข้าใจกับการใช้งานพร้อมกันและการล็อก Open Stack Nova ซึ่งบางครั้งผู้ใช้จะมีภาพระบบ Cloud ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในระบบอื่น

ในทุกๆ เดือนเราจะพบข้อมูลใหม่สำหรับการจัดเรียงข้อมูลแบบ Heat, OpenStack’s orchestration ซึ่งเป็นการแนะนำวิธีง่ายๆ เกี่ยวการใช้สภาพแวดล้อมซึ่งสามารถปรับขนาดได้โดยอัตโนมัติ สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ OpenStack มีประโยชน์มากที่สุด คือ การจัดการกับเครื่องมือบรรทัดคำสั่งและอินเทอร์เฟซเว็บชุด APIs ซึ่งนักพัฒนา Software สามารถใช้ในการเขียนแอพพลิเคชันที่จัดเตรียมทรัพยากรภายใน OpenStack ได้ตามต้องการ

ถือได้ว่า OpenStack เข้ามามีบทบาทในตลาดองค์กรอย่างเต็มตัว ซึ่ง OpenStack ทำหน้าที่สร้างและจัดการ Cloud Computing โดยการควบคุมชุดคำสั่ง รวมไปถึงพื้นที่ไฟล์ขนาดใหญ่ Data Center ซึ่งทำให้ OpenStack เป็นโปรแกรมที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

 

5 วิธีป้องกันภัยคุกคาม Cloud ที่คุณต้องรู้!

Cyberattack เรียกได้ว่าเป็นปัญหาสำหรับผู้ดูแลระบบ Cloud ที่หนักหนาเมื่อต้องเจอกับปัญหาภัยคุกคามนี้ กลายเป็นความเสี่ยงที่ต้องค่อยระวังเป็นอย่างมาก ถ้าหากเราไม่รู้วิธีจัดการหรือป้องกันกับปัญหาพวกนี้ ระบบ Cloud ของเราก็คงจะต้องเจ๊งแน่ๆ ฉะนั้นเรามีวิธีป้องกันภัยคุกคาม 5 วิธี ที่จะช่วยเหลือให้ระบบ Cloud ของคุณอยู่รอดปลอดภัยดังนี้

1.วิธีแรกเป็นการลดอัตราความเสี่ยงจากการโดนจู่โจม Cloud API แม้ว่าส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญของระบบ Cloud Application ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกโจมตีได้ง่าย เราควรหาวิธีป้องกันไว้ ระบบ API ควรมีระบบ Security Check เสริมให้กับ  API Platform ซึ่งจะช่วยป้องกันได้ และเมื่อเราจัดการป้องกันกับตัวระบบแล้ว ควรเสริมการป้องกันด้วย การติดตั้ง Logging System เพื่อ Monitor ระบบการทำงาน

2.ทำการ Penetration Testing Plan เพื่อ ปิดล็อคระบบ Cloud เราต้องมีธีที่เหนือชั้นในการจัดการกับเจ้าภัยคุกคามตัวร้ายด้วยการทำการทดสอบเจาะระบบโดยแฮ็คเกอร์ ซึ่งจะทำให้เราสามาราถลดความเสี่ยงได้มากขึ้น ซึ่งการทำในลักษณะนี้คล้ายๆ การจู่โจม ดังนั้นเพื่อเซฟตัวเองก่อนจะปิดล็อคระบบควรแจ้ง Cloud Provider ก่อนทุกครั้ง

  1. จำเป็นต้องทำ Docker เพื่อรักษาระบบให้ปลอดภัย ในหลายๆ องค์กรเริ่มมีการใช้ตัวนี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น Docker Content Trust นั้นจะใช้ Public Key Infrastructure เพื่อป้องกันไม่ให้ Malicious Container สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เราต้องรู้จักวางแผนและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการป้องกัน
  2. Shadow IT เป็นความเสี่ยงควรต้องระวัง ไม่ควรที่จะสูงขึ้นในระบบ  Hybrid Cloud ต้องระวังให้ดีเพราะตัว Shadow IT ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามจากเบื้องหลัง ที่พร้อมจะเข้ามาทำลาย Cloud ทุกรูปแบบ วิธีป้องกัน คือ ต้องทำ Compliance Review ตรวจสอบ contract, services, และ interface ของ  SaaS ทั้งหมด
  3. ต้องมาคู่กันในขั้นตอน DevOps ต้องมีระบบ Security อยู่ด้วย ควรติดตั้งตั้งแต่ครั้งแรกตามการวางระบบ เราควรใส่ใจระบบรักษาความปลอดภัยให้มาก ขั้นตอนนี้นอกจากจะลดความเสี่ยงแถมยังทำให้ระบบเราปลอดภัยอีกด้วย

Why move to the cloud? 10 Benefits of Cloud Computing

Cloud เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตมาแรงในยุคนี้ สมัยก่อนเราใช้ Application ต่างๆ จาก Software ที่ต้องทำการดาวน์โหลดจากเน็ต ต่อจากนั้นถึงจะติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

แต่เมื่อ Cloud เข้ามาเราสามารถใช้งาน งาน Application หรือ Program ทั้งหลายได้เลย ผ่านทาง Internet
ทุกวันนี้พวกเราเองก็กำลังใช้ Cloud กันอยู่โดยไม่รู้ตัว ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook, การใช้ธนาคารออนไลน์ หรือแอพโอนเงินต่างๆ เป็นต้น

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้ Cloud กันดีกว่า

ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย แทบจะเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth เพราะในระบบ Cloud เราสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของ Bandwidth ได้ทันทีตามต้องการ

ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย

อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise การติดตั้งไม่กินพื้นที่ในบริษัท การดูแลทั้งหมดไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย การบำรุงรักษา หรือการอัพเดทซอฟต์แวร์จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ

ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น

ประสานงานได้ดีขึ้น : เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย

อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามใจชอบ

จัดการเอกสารได้ง่าย : Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที

ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การทำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คหาย หรือโดนขโมย นอกจากจะเสียเครื่องไปแล้วยังสูญข้อมูลภายในอีกด้วย ระบบ Cloud จะช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะไฟล์งานจะถูกเก็บไว้แบบออนไลน์ 100%

เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยีเมื่อต้องการแข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ แต่ระบบ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ ใช้เทคโนโลยี และ Application ที่ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งที่ต้องการใช้

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : ตามปกติแล้ว Server จะใช้พลังงานและปล่อยคาร์บอนออกไปมหาศาลในการ Scale ระบบที่อาจจะไม่ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่าเท่าที่ควร แต่ด้วยความยืดหยุ่นของ Cloud ทำให้เราปรับ Scale ได้ตามปริมาณการใช้งานจริง ลดการสิ้นเปลืองของพลังงาน และ Cloud ช่วยลดปริมาณการใช้งาน